น้ำมะนาวโซดา ... คิดกันสักนิด...ก่อนแชร์หรือเชื่อ

@min Chub
กระทู้โดย:@min Chub
เมื่อ:2014-05-17 16:38:22
เปิดดู:1950

น้ำมะนาวโซดา ... คิดกันสักนิด...ก่อนแชร์หรือเชื่อ

เรียบเรียงโดย ... ดาวรัชช์ ปรีชาธรรม, 20 กรกฎาคม 2556 

Image

ชาวเฟซบุ๊คทั้งหลายคงได้รับแชร์เรื่องน้ำมะนาวโซดากันบ้างนะคะ เรียกได้ว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวยอดนิยมที่มีการแชร์กันในโลก social media กันเลยทีเดียว ก่อนที่เพื่อนๆ จะเชื่อหรือแชร์ต่อ โปรดคิดพิจารณาสักนิดนะคะ ที่ว่าดื่มน้ำมะนาวใส่โซดาเพื่อให้กรดในมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น ในฐานะที่ดิฉันเป็นหนึ่งในคนไข้โรคมะเร็ง (breast cancer IDC Grade II) ผ่านการรักษามาเป็นปีๆ ครบเครื่องทั้งผ่าตัด รับคีโม ฉายแสง กินยาต่ออีก 5 ปี ...พอได้อ่านปุ๊ป  บอกได้ทันทีเลยว่า ไม่เชื่อ แต่สิ่งที่ื่เชื่อคือ นี่เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจบนเฟซบุ๊ค คือการสร้างยอด Like ยอด share คนที่ศึกษาเรื่อง digital marketing คงทราบดีว่าดิฉันหมายถึงอะไร

 

เอาล่ะค่ะ มาดูกันว่า “ทำไม” ดิฉันจึง “ไม่เชื่อ” นี่ไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก แต่หลังจากหาข้อมูลมาสักพัก ก็สรุปให้อ่านง่ายๆ ได้ดังใน Note นี้ (สำหรับท่านที่มีพื้นฐานความรู้ทางชีวเคมีหรือทางการแพทย์อยากจะอ่านรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม ตามอ่านใน comments ด้านล่างนะคะ จะแปะ link ที่เป็นความรู้ในระดับที่ละเอียดขึ้นไว้ให้ค่ะ)

 

เรื่องน้ำมะนาว+โซดานี้ ดิฉันเข้าใจว่าต้นเรื่องคนคิด ได้นำเอาสองทฤษฎีมายำรวมกัน นั่นคือ ทฤษฎีเรื่องของเบคกิ้งโซดารักษาโรคมะเร็ง และทฤษฎีเรื่องของมะนาวรักษาโรคมะเร็ง มาพิจารณาทีละอย่างนะคะ

 

“โซดา”

ต้นเรื่องของคำว่า “โซดา” ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งนั้น น่าจะมีที่มาจากข่าวน่าตื่นเต้นชิ้นนึงเมื่อกลางปี 2555  ที่สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์ มาร์ค เซอร์คัส (Mark Sircus) ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้ Sodium Bicarbonate (NaCO3) หรือที่เรียกง่ายๆว่า baking soda เบคกิ้งโซดา ซึ่งมีสภาวะความเป็นด่างสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Image

Acid cancer tumor

 

 

โดยการศึกษาของคุณหมอท่านนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า เซลล์มะเร็งมีสภาพเป็นกรดและเจริญเติบโตได้ดีในภาวะร่างกายที่เป็นกรด ดังนั้นการใช้เบคกิ้งโซดาซึ่งมีความเป็นด่างสูงเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  (ต้นเรื่องคนคิดค้นเรื่องนี้เป็นท่านแรกคือ นายแพทย์ Tullio Simonchini ที่อิตาลี เผยแพร่มาตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้ทำการศึกษาได้ย้ำว่า การใช้เบคกิ้งโซดาในการรักษานี้ หากเป็นไปได้จริงโดยมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก กระนั้นก็ตามมันก็จะเป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น ไม่ใช่แนวทางหลักในการรักษา การรักษาโรคมะเร็งตามแผนปัจจุบันหลักๆ ยังคงเป็น การผ่าตัด ให้คีโม ฉายแสง ยา ฯลฯ … และการจะใช้วิธีบริโภคเบคกิ้งโซดานี้ก็จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ มีการตรวจร่างกาย วัดสภาวะความเป็นกรดด่างอะไรต่างๆ มากมายกว่าหมอท่านจะสั่งทำการรักษาได้ และต้องมีกำหนดวิธี ความถี่ห่างในการรับและปริมาณในการรับด้วย  ไม่ใช่อยู่ๆ คนไข้โรคมะเร็งจะเดินไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วหยิบเบคกิ้งโซดาที่ใช้ทำขนมเค้กมาชงน้ำกินเองได้

 

เริ่มเห็นเค้าลางมั้ยคะ ว่าคำว่า “น้ำโซดา” มาจากไหน … เข้าใจว่า คงมีบางท่านไปอ่านเจอบทความนี้เข้า และทึกทักเอาว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเบคกิ้งโซดา ก็คือน้ำโซดา เลยหวังดีแล้วก็จับแพะชนแกะไปบวกกับอีกทฤษฎีนึงเรื่องการดื่มน้ำมะนาวรักษามะเร็ง จึงได้เอาสองเรื่องที่มาจากคนละทิศละทางจับยำเข้าด้วยกันเป็นน้ำโซดา+มะนาว ไปซะงั้น คิดเองเออเองไม่พอ ยังมีการแชร์กระจาย คนที่ได้รับหรือไปอ่านเจอ ก็ไม่ได้คิดอะไร ด้วยความหวังดีก็เลยแชร์กันต่อเนื่องจนคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

 

“มะนาว”

มาถึงมะนาว แนวคิดการใช้มะนาวรักษาโรคมะเร็งนี้ มาจากทฤษฎีการบำบัดรักษาโรคมะเร็งทางเลือกด้วยการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง หรือ Alkaline Diets ซึ่งคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นคือ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นด่างสูงมากเข้าไปจะช่วยปรับค่า pH  ในตัวผู้ป่วยให้มีความเป็นด่างมากขึ้นจนเซลล์มะเร็งฝ่อไป สมมุติฐานนี้มากจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ สรุปได้ว่า คือ เซล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่เป็นกรดสูง (ค่า pH ต่ำกว่า 7 มากๆ)  และในสภาวะที่ร่างกายเป็นด่างถึงระดับค่า pH ประมาณ 8.5 เซลล์มะเร็งจะค่อยๆ ตายไป 

 

หลายท่านคงจำได้ว่าเมื่อสี่ห้าปีก่อน เกิดกระแสดื่มน้ำด่างอย่างมาก มีคนเอาน้ำด่างมาขาย หรือบางทีก็ขายเครื่องทำน้ำด่าง ว่ากันว่าสรรพคุณของน้ำด่างช่วยบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคภัยได้หลายอย่าง นั่นก็เป็นเพราะโรคร้ายแรงทั้งหลายเกิดจากความไม่สมดุลของค่า pH ในเลือดหรือในบริเวณรอบๆ เซลล์ที่เกิดปัญหา ดังนั้นทฤษฎีน้ำด่างไม่ใช่เรื่องโคมลอย และก็มาจากหลักการของ Alkaline Diets เช่นกันค่ะ

 

แล้วมะนาวที่เปรี้ยวจี๊ดนี่มันน่าจะเป็นกรดไม่ใช่เหรอ ... คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ มะนาวเป็นอาหารที่เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะเกิดสภาวะเป็นด่าง จัดเป็น alkaline food นะคะ (อาหารที่เป็นด่างมีสองแบบ คือ ตัวมันมีค่า pH เป็นด่าง กับอีกแบบคือ เมื่อร่างกายรับเข้าไปและผ่านระบบการย่อยจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายให้สูงขึ้นจนมีสภาวะเป็นด่าง)

 

ตามทฤษฎีนี้ จึงเชื่อว่าการกินมะนาวเข้าไป โดยการบีบใส่น้ำที่มีค่า pH เป็นกลาง จะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายได้ นักโภชนวิทยาจึงได้จัดให้มะนาวเป็นอาหารประเภทด่าง แต่การกินร่วมกับน้ำโซดาตามอ้างนั้น มันไม่ใช่นะคะ เพราะน้ำโซดาคือสารละลายของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีสภาวะเป็นกรดสูง (ค่า pH ประมาณ 3.0-4.0) มันคนละขั้วกับเบคกิ้งโซดาเลย (ค่า pH ของ baking soda ประมาณ 8.5-9.0) มันต่างกันชนิดฟ้ากับเหวก็ว่าได้ 

 

ดังนั้น การบริโภคมะนาวตามทฤษฎี Alkaline Diets นั้น เป็นไปได้เพื่อปรับค่า pH ในร่างกายดังที่มีหลายสำนักในต่างประเทศเค้าก็แนะนำกัน แต่ไม่ใช่เป็นการใช้กรดมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างที่กล่าวอ้่างกัน (อย่าลืมนะคะ...ความเป็นกรดของร่างกายคือสภาวะที่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่สุด) 

 

การบริโภคอาหารที่เป็นด่าง (Alkaline Diets) ... อย่างย่อที่สุด

ตามทฤษฎีของการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่มะนาวนะคะ มีอาหารหลายชนิดที่มีค่าความเป็นด่างสูง อาทิ คะน้า คึ่่นฉ่าย ถั่วงอก แตงกวา ผักโขม วอเตอร์เครส บาร์เล่ย์ วีทกราส ถั่วเหลืองทุกชนิด เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ ใบเพรสลีย์ น้ำมันมะกอก หญ้าหวานหรือน้ำตาลจากหญ้าหวาน (พวกน้ำตาลขัดสีทั่้วไปและสารทดแทนน้ำตาลทั่วไป มีความเป็นกรดสูงมากนะคะระวังด้วย) ผักและผลไม้ที่ีมีสีเขียวเข้ม ฯลฯ

 

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ได้แนบตารางอาหารที่บอกค่าความเป็นกรดด่างมาให้ดูด้วย ก็พิจารณากันไปนะคะ

 

ใครที่นิยมรักษาร่างกายด้วยแนวทางเลือก อย่างเช่น แผนจีน คำที่มักจะได้ยินเสมอจากคุณหมอคือ ความเจ็บไข้ไม่สบายของคนเรา เป็นผลมาจากความไม่สมดุลในร่างกายที่เรียกว่า หยินหยาง ไม่สมดุล  ซึ่งในเรื่องนี้ แม้แต่การแพทย์ทางเลือกสมัยใหม่ในกลุ่มประเทศทางตะวันตก ก็เชื่อในเรื่องเดียวกัน แต่ใช้คำเรียกว่า สมดุลของ pH

 

กล่าวคือ ค่า pH ของเลือดและระบบสำคัญๆต่างๆ ในร่างกายของคนสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ pH 7.4 ซึ่งหมายถึงมีความเป็นด่างเล็กน้อย จากค่าเต็มสเกลของ pH คือ 14   หากว่าค่า pH นี้ต่ำกว่า 7  หมายความว่ายิ่งมีความเป็นกรดและมีปริมาณอ็อกซิเจนยิ่งน้อย เป็นภาวะที่เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ

 

จำไว้เสมอนะคะว่า ยิ่งภาวะร่างกายมีความเป็นกรดมาก นั่นคือ แม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดสูงต่อความชราของร่างกาย เกิดภาวะของเหลวมากเกินหรือที่เรียกว่าบวมน้ำ และโรคต่างๆ โดยเฉพาะการกลายเซลล์เป็นเซลล์มะเร็ง การรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายและทำให้เกิดกระบวนการสร้างอ็อกซิเจนในเซลล์ต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในเป็นไปอย่างสมบูรณ์และยังเป็นปราการป้องกันโรคภัยได้ดี

 

เรื่องทฤษฎี Alkaline Diets ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เพราะจุดประสงค์ของบทความนี้ต้องการเพียงแค่ อยากให้เพื่อนๆ มีความเข้าใจที่ถูกต้องและพิจารณาด้วยเหตุผลว่าอะไรควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ควรแชร์หรือไม่ควรแชร์ การแชร์แพร่กระจายเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่มันไม่จริง แทนที่จะเป็นผลดี กลับจะเป็นผลเสียหากว่าผู้ที่เชื่อบางรายนำไปปฏิบัติอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แทนที่ผู้ที่แชร์หรือเผยแพร่จะได้บุญกุศลกลับกลายเป็นสร้างเคราะห์กรรมซ้ำเติมให้กับผู้ป่วยไปซะอีก 

 

ปล. ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้เขียนจากจินตนาการหรือนั่งเทียนนะคะ ได้ศึกษาโดยการอ่านจากข้อมูลมากมายของสถาบันหลายแห่งทั้งในอเมริกาและยุโรป มีแนบ link ไว้ให้ดูบ้างใน comments นะคะ ท่านที่สนใจก็ค้นห้าเพิ่มเติมได้ค่ะ 

Image

ตารางแสดงค่าความเป็นกรดด่างของอาหาร

report

ตอบกระทู้#น้ำมะนาวโซดา ... คิดกันสักนิด...ก่อนแชร์หรือเชื่อ

โปรดเข้าสู่ระบบก่อนใช้งาน!!!

ยังไม่มีคนตอบกระทู้

ระบบโดย OpenCart
PK.Shop(ปางแก้ว) © 2019 | ภาษาไทยโดย Opencart2004